เมื่อ : 21 พ.ค. 2569


“ความดันโลหิตสูง” กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทางสุขภาพที่คุกคามคนไทยอย่างเงียบๆ โดยหลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังป่วย เพราะแทบไม่มีสัญญาณเตือนชัดเจน กว่าจะรู้ตัวอีกครั้งอาจสายเกินแก้ ส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจวาย เส้นเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไตวายเรื้อรัง จนถูกขนานนามว่าเป็น “ฆาตกรเงียบ” ที่คร่าชีวิตผู้คนได้แบบไม่ทันตั้งตัว ปัจจุบันพบว่าคนไทยมากกว่า 1 ใน 4 กำลังเผชิญภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดทั่วโลก



นพ.เจษฎา ลักขณาวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) คือ ภาวะที่ความดันในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปวินิจฉัยความดันโลหิตสูงในคลินิกจะใช้เกณฑ์มากกว่าเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท และความดันที่บ้าน จะใช้เกณฑ์มากกว่าเท่ากับ 135/85 มิลลิเมตรปรอท แต่หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น มีโรคประจำตัวร่วมด้วย อาจเริ่มรักษาตั้งแต่ระดับ 130/80 มิลลิเมตรปรอท โรคนี้มักไม่แสดงอาการล่วงหน้า และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงภาวะไตวาย



สำหรับสาเหตุสำคัญของโรคความดันโลหิตสูง คือ พันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดย “พันธุกรรม” ถือเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่ทำให้เกิดโรค ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าคนทั่วไป และบางรายอาจเริ่มมีความดันสูงตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี หรืออายุน้อยกว่านั้น

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต” ซึ่งเป็นตัวเร่งให้โรคเกิดเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น เช่น การบริโภคอาหารรสเค็ม ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น ทั้งจากอาหารแปรรูป ฟาสต์ฟู้ด และอาหารรสจัด เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป จะทำให้เกิดการกักเก็บน้ำ ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้ระดับความดันสูงขึ้นตามไปด้วย



นอกจากนี้ ภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ความเครียด การนอนน้อย การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ความดันโลหิตสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตเร่งรีบ พักผ่อนน้อย และเผชิญความเครียดสะสมเป็นประจำ


นพ.เจษฎา ให้ข้อมูลต่อว่า “โรคความดันโลหิตสูง” เป็นภัยเงียบที่อันตรายมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการเตือน หลายคนยังสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ในความเป็นจริง หลอดเลือดทั่วร่างกายกำลังถูกทำลายจากแรงดันเลือดที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง


เมื่อร่างกายมีความดันโลหิตสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดจะต้องรับแรงดันมากกว่าปกติ ร่างกายจึงพยายามปรับตัวด้วยการสร้างกล้ามเนื้อรอบผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้หลอดเลือดค่อยๆ แข็งตัว ตีบ แคบ และสูญเสียความยืดหยุ่น ส่งผลให้เส้นเลือดเปราะและแตกง่ายมากขึ้น ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน เส้นเลือดสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไตวาย


“โรคความดันโลหิตสูง” สามารถเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตีบได้ประมาณ 2 เท่า และเพิ่มความเสี่ยงเส้นเลือดสมองแตกสูงอย่างมีนัยยะสำคัญ ขณะเดียวกันยังส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะไตวายในระยะยาว รวมถึงอาจทำให้เส้นเลือดที่ดวงตาเสื่อมจนเกิดอาการตาพร่ามัว หรือสูญเสียการมองเห็นได้


แม้โรคความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก แต่บางรายอาจเริ่มมีสัญญาณเตือน เช่น ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว แน่นหน้าอก เหนื่อยง่าย หรือแขนขาอ่อนแรง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและสมองเริ่มเกิดขึ้นแล้ว หากปล่อยให้ความดันสูงเรื้อรังเป็นเวลา 10–20 ปี ความเสียหายจะค่อยๆ สะสมโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว อวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ สมอง ไต หรือดวงตา อาจเสื่อมสภาพอย่างถาวรจนไม่สามารถฟื้นกลับมาได้


ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ